CG-Tips

สารบัญ

บทที่1 : Selection
บทที่2 : Mask
บทที่3 : Channel
บทที่4 : Channel Mixer
บทที่5 : Layer & Blending Mode
บทที่6 : Layer part2 : Adjustment Layer and the rest
บทที่7 : History Brush
บทที่8 : Photo Technique
บทที่9 : Save for web

กลับมาอีกครั้งครับ ในบทนี้แทรกด้วยเรื่องง่ายๆ แต่จำเป็น นั้นก็คือการ save file ครับ

หลายคนอาจจะคิดว่า save ไฟล์ ใครๆก็ทำเป็น ทำไมต้องมาสอนด้วย??
แต่ทว่า หลายๆคนอาจจะไม่รู้เทคนิคการ save ไฟล์ที่ผมกำลังจะบอกก็ได้ครับ

มาทำความรู้จักเรื่องของการ save for web ดีกว่าครับ

ลองเปิดไฟล์ซักอันนึงขึ้นมาแล้วกด file-->save for web ดูครับ จะปรากฏหน้าต่างดังนี้

ทางด้านขวามือจะมีให้เลือกว่าจะ save ไฟล์ format ไหน ซึ่ง format ยอดนิยมก็จะมี

jpeg , gif , และ png ครับ

ซึ่ง jpeg เหมาะสำหรับรูปที่มีปริมาณสีมากครับมีข้อเสียคือ save แบบโปร่งใส(transparent)ไม่ได้ครับ
ส่วน gif และ pngเหมาะกับรูปที่มีสีน้อยๆครับ จะประหยัดขนาดไฟล์ได้มากเลย

เมื่อเลือกแล้ว จะมีให้เลือก quality ของรูปครับ เลือกดูแล้วเลื่อนแถบสไลด์เพื่อปรับ quality ได้

ข้างล่างแถบ quality ของมีให้ปรับความ Blur ซึ่งคงไม่ค่อยได้ใช้หรอกครับ...

พร้อมๆกันนั้นก็ให้ดูขนาดไฟล์ที่อยู่บริเวณซ้ายล่างของหน้าต่างครับ ดังที่แสดงข้างล่าง

แล้วด้านมุมล่างซ้าย ก็จะมีขนาดไฟล์ให้ดูว่าขนาดกี่ Kbytes แล้วก็ยังบอกอีกด้วยว่าใช้เวลาโหลดนานเท่าไหร่โดยความเร็วของเน็ตเท่าไหร่

ตรงที่ลูกศรชี้จะมีเมนูให้ปรับความเร็วของอินเตอร์เน็ตที่ใช้คำนวนเวลาในการโหลดครับ

ตรงแถวนี้ถ้าหากลองกดดู ก็จะพบว่าสามารถย่อขยายขนาดภาพได้ด้วยครับ

ไม่ต้องไปยุ่งกะไฟล์ต้นฉบับเลยล่ะ ถ้ามาทำตรงนี้

หรือว่าจะให้มันปรับ quality ที่แตกต่างกันซัก4แบบ ให้เราเลือกดูก็ย่อมได้ครับ

แค่กดคำว่า 4-Up ดังรูปเท่านั้น แต่ทว่า มีเจ๋งกว่านี้อีกครับ!! ลองไปดูข้างล่างได้เลย

และแล้วก็มาถึงส่วนที่เจ๋งสุดๆของ save for web ครับ

ถ้าหากเพื่อนๆเคยเบื่อหน่ายกับการมาลองปรับ quality ไปเรื่อยๆจนได้ขนาดไฟล์ที่ต้องการแล้วล่ะก็
ทำไมถึงไม่ให้ photoshop มันปรับ quality ให้เองล่ะครับ

1. กดเครื่องหมายปุ่มสามเหลี่ยมดังรูป
2. กด Optimize to File size
3. เลือกขนาดไฟล์ที่ต้องการ
4. กด Ok เป็นอันจบครับ

ซึ่งสามารถใช้ได้กับทั้ง format JPEG,GIFและ PNG ครับ โดยที่ถ้าเป็น GIF และ PNG มันจะปรับจำนวนสีให้โดยอัตโนมัติ

การ save รูปให้มีความโปร่งใส

1. กดเลือกนามสกุลเป็น gif หรือ png-8 ครับ
2. ตรง transparency ต้องติ๊กด้วยครับ
3. เลือก Matte Color ให้เป็นสีที่ต้องการ ซึ่งมันจะเป็นสีบริเวณขอบๆที่โปร่งใสครับ

ถ้าหากเว็บของเราฉากหลังเป็นสีขาว เราก็ควรเลือกสีขาวครับ
ถ้าหากเว็บเราฉากหลังเป็นสีดำเราก็ต้องเลือก matte สีดำครับ

* ถ้าเลือกเป็น png-24 อาจจะเกิดปัญหากับ IE ได้ครับ จึงไม่แนะนำ

ก็จบแล้วครับสำหรับครั้งนี้


edit @ 2006/09/27 09:55:22


edit @ 2006/12/29 10:09:52

สารบัญ

บทที่1 : Selection
บทที่2 : Mask
บทที่3 : Channel
บทที่4 : Channel Mixer
บทที่5 : Layer & Blending Mode
บทที่6 : Layer part2 : Adjustment Layer and the rest
บทที่7 : History Brush
บทที่8 : Photo Technique
บทที่9 : Save for web

หลังจากเรียนรู้พื้นฐานกันมาพอสมควรแล้ว ( และหลังจากไม่ได้อัพบล๊อคมาซักพัก )
ก็ถึงเวลาที่จะเอามาประยุกต์ซักทีนะครับ หลายๆเทคนิคหลายๆคนคงรู้อยู่แล้ว แต่อย่าเพิ่งเบื่อล่ะครับ อาจจะมีเทคนิคที่เพื่อนๆยังไม่รู้ก็ได้นะครับ

ถ้าเทคนิคไหนไม่ซับซ้อนนัก ขึ้นตอนการทำลองดูใน history ที่แนบมาเอานะครับ

1. เทคนิคทำภาพสว่างๆนวลๆแบบสตูดิโอ ( duplicate layer --> screen --> gaussian blur )

2. เทคนิคทำภาพ sepia (desaturate --> hue/saturation โดยติ๊กคำว่า colorize ด้วย แล้วปรับตามใจชอบ )


3. ทำให้รูปถ่ายกลายเป็นรูปวาด !! ( อันนี้ไปเจอมาของต่างประเทศ เจ๋งมาก )

จะขออธิบายละเอียดล่ะครับ

1. เปิดรูปขึ้นมา
2. สร้าง adjustment layer เป็น hue/saturation โดยเลื่อนสไลด์ saturation ไปทางซ้ายให้สุด

3. duplicate layerรูปขึ้นมาใหม่อีกอัน (อันใหม่จะอยู่เหนืออันเก่า)
4. แล้วก็ invert color ของlayerใหม่ซะ (image -->adjustment-->invert )จะได้ออกมาดังรูป

5. เปลี่ยน blending mode ของ layerที่เพิ่งinvert ให้เป็น color dodge

รูปที่ได้จะออกมาเกือบจะขาวล้วน เพราะเป็นผลจากการผสมแบบ color dodgeของ invert layer กับ layerธรรมดา ( ส่วนที่เป็นสีดำของ color dodge จะมองทะลุ แล้วก็ทะลุไปเจอสีขาว)

6.ใช้ filter gaussian blur กับ layer ที่เพิ่งทำ color dodge ยิ่ง blurมาก ลายเส้นก็จะยิ่งโผล่ออกมา

รูปนี้ของผมซัดไป 5.2 ครับ

7. หลังจากนั้นใช้ Burn หรือ Dodge tool มาปรับแต่งภาพครับ
Burn ทำให้ดำขึ้น , Dodge ทำให้สว่าง

8. ใส่พื้นผิวให้สมจริงนิดนึงงงงงงงงง

-คลิ๊กขวาที่ layer ที่เป็น color dodge เลือก blending option
- เลื่อกที่ pattern overlay (ไม่ใช่แค่ติ๊กนะครับ แต่ต้องเลือกให้เป็นสีฟ้า)
- เลือก blend mode เป็น overlay แล้วเลือกpattern ที่ต้องการ

เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ ^ ^

วิธีล่าสุดผมเอามาจากฝรั่งดุ้นๆ ที่
http://www.graphic-design.com/Photoshop/drawing/

วันนี้พอแค่นี้ก่อนละกัน เดี๋ยวหมดมุก อิอิ


edit @ 2006/09/25 10:35:54
edit @ 2006/09/28 21:24:04
edit @ 2006/12/29 10:09:45

สารบัญ

บทที่1 : Selection
บทที่2 : Mask
บทที่3 : Channel
บทที่4 : Channel Mixer
บทที่5 : Layer & Blending Mode
บทที่6 : Layer part2 : Adjustment Layer and the rest
บทที่7 : History Brush
บทที่8 : Photo Technique
บทที่9 : Save for web

วันนี้เราจะมาย้อนเวลากันด้วย Photoshop ครับ และนี่คือสิ่งที่เจ๋งที่สุดกับการวาดภาพลงสีด้วยคอมพิวเตอร์ครับ

นั่นก็คือ เราสามารถย้อนกลับไปแก้ไขสิ่งที่เราทำได้นั่นเอง

ก่อนที่เราจะทำความรู้จักกับ History Brush เรามาทำความรู้จักกับ History Palette กันก่อนดีกว่า

Photoshopจะมีการจำการกระทำที่เราทำทุกอย่างกับรูปไว้ใน History Palette ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

เราสามารถย้อนกลับไปตอนไหนก็ได้โดยการกด ขั้นตอนที่เราต้องการ

Tips : เราสามารถเพิ่มขีดจำกัดในการย้อนเวลา(History State)ได้ถึง 99 ครั้ง โดยเข้าไปตั้งค่าที่ edit-->preference -->general

แต่มีข้อจำกัดอยู่ที่เมื่อเราเปิดไฟล์ขึ้นมาใหม่ ขั้นตอนที่มันจำไว้ก็จะหายไป อันนี้ต้องระวังหน่อย อาจจะ save เป็นไฟล์แยกๆกันไว้ก็ได้

แต่ที่ photoshop มันเจ๋งมากก็คือ มันสามารถใช้ History Brush ควบคู่ไปกับ History Palette ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ดังนี้

เราสามารถ save ขึ้นตอนไว้ได้ เรียกว่า History State โดยกดปุ่มกลางที่อยู่ด้านล่างของ History palette

ผมลอง invert ภาพดู แล้วกด ปุ่มที่ลูกศรสีแดงชี้
มันจะทำการ save ภาพผลลัพธ์จากขั้นตอนนั้นเอาไว้ครับ

จากนั้นกดที่ลูกศรสีแดงชี้ครับ จะเป็นการบอกว่า จะให้ history brush นั้นย้อนภาพไปยังขั้นตอนไหน

หลังจากนั้นกดที่ Tool History Brush แล้วลองละเลงดูครับ

บริเวณที่ถูกละเลงจะกลายเป็นภาพที่ถูกเลือกไว้ใน History State ครับ

Tips: อาจจะทำ selection ไว้ให้ดีก่อน แล้วค่อยละเลงก็ได้ครับ

ก็จบแล้วครับ บทนี้ สั้นๆแต่ได้ใจความ เจอกันบทต่อไปครับ


edit @ 2006/09/28 21:24:11
edit @ 2006/12/29 10:09:39


Sira Ekabut
View full profile