2006/Sep/12

สารบัญ

บทที่1 : Selection
บทที่2 : Mask
บทที่3 : Channel
บทที่4 : Channel Mixer
บทที่5 : Layer & Blending Mode
บทที่6 : Layer part2 : Adjustment Layer and the rest
บทที่7 : History Brush
บทที่8 : Photo Technique
บทที่9 : Save for web

และแล้วก็มาถึงเรื่อง Layer ครับ เรื่อง Basic แต่ก็มีอะไรน่าสนใจอยู่มากมายเลยทีเดียว

สำหรับคนที่ไม่รู้ว่า Layer มันคืออะไร ผมอยากจะให้ลองนึกถึงแผ่นใส ที่เอามาซ้อนกันเป็นชั้นๆครับ เช่น

ผมขอเอารูปที่ฝรั่งเค้าทำไมละกันครับ

Layer นั้นเปรียบเสมือนแผ่นใสที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆครับ

- เราสามารถเลือกแต่ละ layer เพื่อแก้ไขเฉพาะ Layer นั้นๆโดยจะไม่ส่งผลไปยังlayerอื่นๆได้ครับ หรือสามารถปรับแก้ไขอะไรได้อีกหลายๆอย่าง เช่น ความโปร่งใสของ layerนั้น หรือแม้กระทั้ง blending mode ซึ่งจะกล่าวต่อไปครับ

- เราสามารถเปลี่ยนลำดับการเรียงของแผ่นใสได้ โดยการคลิ๊กแล้วลากเปลี่ยนตำแหน่งครับ

- สามารถ ลบ layer ทิ้งโดยการกดที่ถังขยะครับ

แต่ละ Layer ถูกนำมาซ้อนกันเป็นภาพที่สมบูรณ์ครับ

ทีนี้พอจะเห็นภาพคร่าวๆกันแล้ว ซึ่งที่กล่าวไปแล้วเป็นสิ่งที่เป็นพื้นฐานมากๆ แต่ก็สำคัญมากครับ

ต่อไปเรามาทำความรู้จัก Layer ให้ลึกขึ้นไปอีกหน่อยครับ

มาลองดูรูปของ Tohsaka Rin สาวสวยจาก Fate/Stay Night กันครับ
( เป็นรูปที่ผมเตรียมใช้กับเว็บที่ผมกำลังทำอยู่ ไว้วันหลังจะมาโฆษณา ช่วยๆกันเข้าหน่อยนะครับ อิอิ )

Layer palette

- รูปดวงตาที่เปิดอยู่แสดงว่าเราเลือกที่จะมอง layer นั้น หากจะไม่มองให้กดที่ดวงตาอีกทีครับ

- เราสามารถปรับค่าความโปร่งใสของแต่ละ layer ได้โดยปรับที่ค่า %Opacity หรือ %Fill ครับ ซึ่ง

ทั้ง2อย่างนี้จะแตกต่างกันที่
%Opacity จะส่งผลทั้งตัวรูปและ Layer effect (เช่น drop shadow) ด้วย

แต่ %Fill จะส่งผลแค่รูป Layer นั้น

- สามารถรวม layer ได้โดยกดปุ่นสามเหลี่ยม แล้ว merge down , merge visible หรือ ไม่ก็ Flatten image ครับ

Tips :

- เราควรจะตั้งชื่อ layer ด้วยทุกครั้งครับ ( เพราะว่าหากทำภาพที่ซับซ้อนแล้ว มันจะมีหลาย layer จนทำให้สับสนได้ครับ ) โดยการดับเบิ้ลคลิ๊กที่ ชื่อ layer ซึ่งในที่นี้ผมตั้งว่าRin , sakura bg

- layerล่างสุดนั้นคือ ภาพดั้งเดิม ตั้งแต่เปิดหรือสร้างไฟล์ขึ้นมา มันจะแก้ไขไม่ได้ครับผมแนะนำให้ duplicate layer Background ออกมาอีกอัน แล้วลบอันเก่าทิ้งไปก็ได้ครับ Background อันใหม่ของเราจะแก้ไขได้แล้ว

Lock

ในแต่ละ layer เราสามารถ ใช้ฟังก์ชั่นการ Lock ได้ ซึ่งจะมีหลายอย่างดังนี้

- Lock transparentpixel ซึ่งเป็นการทำให้ เราไม่สามารถแก้ไขส่วนที่โปร่งใสได้ (ส่วนที่เป็นตารางหมากรุก ) ซึ่งการ Lock แบบนี้จะมีประโยชน์ตรงที่เราไม่ต้องกลัวที่จะวาดอะไรเกินขอบเขตของรูปเดิมครับ เช่น ถ้าผมละเลงรูปด้วยการล๊อคแบบนี้ มันก็จะไม่เกินขอบเขตตัวละครสาวน้อยคนนี้ของผมครับ

- Lock image pixel ตรงข้ามกับอันที่แล้วครับ อันนี้เราจะแก้ไขได้เฉพาะบริเวณที่เป็นตารางหมากรุกเท่านั้น

- Lock position อันนี้เราจะไม่สามารถ move รูปภาพ layerนั้นได้ครับ แต่จะแก้ไขได้

- Lock all อันนี้ชื่อก็บอกแล้วครับว่า แก้ไขอะไรใน Layer นี้ไม่ได้เลย

Blending Mode

ถ้าหากเพื่อนๆลองคลิ๊กที่ผมวงกลมไว้ จะปรากฏเมนูดังรูปครับ เรียกว่า Blending Mode ซึ่งจะมีตัวเลือกให้เลือกมากมาย แต่โปรแกรมก็จะจัดเป็นกลุ่มๆโดยอาศัยความคล้ายคลึงกันไว้ให้เราแล้วครับ

หนังสือสอนใช้ photoshop หลายๆเล่มที่ผมเคยอ่าน เค้าไม่ได้อธิบายเลยครับว่า แต่ละอันคืออะไร ต่างกันอย่างไร

ผมเลยคิดว่าคงมีหลายๆคนอยากรู้เหมือนผมแน่ๆเลย

ผมเลยไปค้นหาบทความภาษาอังกฤษอ่านแล้วลองทดสอบด้วยตนเองดู

ผลที่ได้ก็ตามนี้ครับ

-Normal แบบปกติ ก็จะเห็นภาพทึบๆธรรมดาๆ layerบนจะไม่ปนกับ layer ล่าง
ซึ่งแบบนี้จะเป็น DefaultModeครับ

DarkenVS Lighten สองโหมดนี้จะตรงข้ามกัน

MultiplyVSScreen สองโหมดนี้จะตรงข้ามกัน



- Darken จะเปรียบเทียบระหว่าง layerของตัวเองกับ layer ข้างล่าง อันไหนที่มีค่าสีมืดกว่าก็จะแสดงอันนั้นออกมา

- Multiply เป็นหนึ่งในmodeที่เข้าใจง่าย มันจะผสมสอง layerเข้าด้วยกัน เหมือนกับการใช้ปากกาไฮไลท์ระบายสีในชีวิตจริง มันจะทำให้ภาพสีเข้มขึ้นเท่านั้น ไม่มีทางอ่อนลงโดยใช้ค่าสีจาก layer บน ส่วนไหนที่เป็นสีเข้มก็จะเข้มขึ้นมาก ส่วนตรงไหนที่เป็นสีขาวก็จะไม่มีผล ( มองทะลุเลย ไม่ผสม )



- Lighten
จะเปรียบเทียบระหว่าง layerของตัวเองกับ layer ข้างล่าง อันไหนที่มีค่าสีสว่างกว่าก็จะแสดงอันนั้นออกมา

- Screen มันจะผสมสีทำให้ภาพสีอ่อนลงเท่านั้น ไม่มีทางเข้มขึ้นโดยใช้ค่าสีจาก layer บน ส่วนไหนที่เป็นสีขาวมากก็จะอ่อนลงมาก ส่วนตรงไหนที่เป็นสีดำก็จะไม่มีผล

ถ้าหากยังสับสนระหว่าง Darken กับ Multiply ให้ลอง dulpicate layer ซักอันขึ้นมา แล้วลองปรับเป็น darken ดู

จะพบว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ( เพราะว่ามันแสดงแค่ layer เดียวอันใดอันหนึ่งที่เข้มกว่า ภาพจึงออกมาเหมือนเดิม )

แต่ถ้าหากใช้ multiply

ผลลัพธ์จะพบว่าภาพเข้มขึ้นเสมอ เพราะมันเอา 2 layer มาผสมกันนั่นเอง

ซึ่ง lighten กับ screen ก็ใช้หลักการเดียวกันครับ

Overlay VS Hard Light คู่แฝดสลับร่าง

- Overlay เป็นโหมดที่จะผสมผสานระหว่าง Multiply กับ Screen

ปกติ
ถ้าเป็น Multiply ตรงไหนมืดมันก็จะมืดขึ้น
ถ้าเป็น Screen ตรงไหนสว่างก็จะสว่างขึ้น

แต่ถ้าเป็น Overlay มันจะพยายามผสมผสานทั้งคู่

ถ้าlayerข้างล่าง layerที่ถูกblend มีสีเข้มกว่าสีเทา 50% มันก็จะทำการ Screen

ถ้าlayerข้างล่าง layerที่ถูกblend มีสีอ่อนกว่าสีเทา 50% มันก็จะทำการ Multiply

- Hard Light

Hard Lightมันจะทำคล้ายๆกับทำ Overlay ที่เรียง Layer สับที่กันครับ

ถ้าไม่เชื่อก็ลองดูตัวอย่างข้างล่างนี่ครับ

- Soft Light

คล้ายๆกับ Overlay แต่จะผสมการ blending โดยไม่พยายามคงสภาพของ Hilights และ Shadow ของเดิม

Color Dodge VS Color Burn

- Color Dodge

คล้ายๆกับ screen โดยจะส่งผลให้ภาพสว่างขึ้น และก็เหมือนใช้ Dodge Tool ละเลงเล่นซะมากกว่า

สีดำจะไม่มีผล

- Color Burn

ตรงข้ามกับ Color Dodge โดยจะส่งผลให้ภาพสีสดสุดๆ และก็เหมือนใช้Burn Tool ละเลงเล่นซะมากกว่า

สีขาวจะไม่มีผล


- Vivid Light เป็นการผสมผสาน Dodge และ Burn

จะทำการ Burn หรือ Dodge สี

โดยจะ Burn หาก blend color
มืดกว่าสีเทากลาง (50%gray)

และจะ Dodge หาก blend color สว่างกว่าสีเทากลาง (50%gray)

โดยจะใช้การปรับเปลี่ยน contrast

- Linear Light เหมือนกับ Vivid Light แต่จะใช้การปรับเปลี่ยน Brightness แทน Contrast

- Difference เหมือนเป็นการ invertสีโดยจะเปลี่ยนเฉพาะค่า colorไม่ใช่ค่าbrightness ใช้หลักการดังนี้

ในแต่ละ channel
สีของผลลัพธ์ = | Base color- Blend Color |
(คำนวนเอาค่า absoluteพูดง่ายๆคือเอาค่ามากลบค่าน้อยครับ)

* ดูค่า Color ได้ที่ Info Palette ครับ

ดังนั้นถ้ามีอันใดอันหนึ่งค่าสีเป็นสีขาว(color value 255)ผลที่ได้ก็จะเหมือน invert เลย

ถ้าเป็นสีดำ(color value 0)ก็จะไม่มีผลอะไรครับ

การสลับลำดับ Layer นั้นไม่มีผลกับ mode นี้ครับ

ถ้าเกิดยังงงๆอยู่ ก็ดูภาพอธิบายด้านล่างนี่ครับ


นี่ค่าสีของ Layer บนครับ
R=234 , G=116 , B=151

อันนี้ค่าสีของ layer ล่างครับ
R=73 , G=171 , B=254

เมื่อทำการ difference แล้ว pixel ตำแหน่ง X=2.80 Y=3.00

R : 234-73 = 161
G : 171-116=55
B : 254-151=103

ถูกต้องใช่ไหมครับ ^ ^

คงจะพอเข้าใจ Difference แล้วสินะครับ

- ส่วน Exclusion จะคล้ายๆกัน แต่ว่าจะมี contrast น้อยกว่าครับ

พี่น้องทั้ง4
: Hue , Saturation ,Color , Luminosity

- Hue

มันจะทำการ blend โดย

ใช้ค่าสี ( Hue ) จาก Blend layer

แต่จะพยายามใช้ค่า Saturationและ Luminance(Brightness) จาก Base Layer


นี่ค่า HSB ของ Layer บนครับ(blend layer)กดดูได้โดยเลือก palette option ของ info palette ครับ
H=342 , S=50 , B=92

นี่ค่า HSB ของ Layer ล่างครับ (base layer )
H=208 , S=71 , B=99

เมื่อทำการHue แล้ว pixel ตำแหน่ง X=2.80 Y=3.00

H:342 = เหมือน blend layer เป๊ะ
S: 61= ไม่ตรง... (ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม )
B : 100= ไม่ตรงเป๊ะแต่ใกล้เคียง
ใครรู้ช่วยบอกทีครับ...

- Saturation

คล้ายๆกับ Hue ครับ แต่คราวนี้มันจะทำการ blend โดย

ใช้ค่าความอิ่มสี (Saturation ) จาก Blend layer

แต่จะพยายามใช้ค่าHueและ Luminance(Brightness) จาก Base Layer

Blend :H=342 , S=50 , B=92
Base : H=208 , S=71 , B=99

ผลลัพธ์ :H=207 , S=54 , B=85

พิสูจน์แล้วไม่ตรงแต่พอใกล้เคียงครับ...

-Color

อันนี้ก็มาแบบเดียวกันอีกแล้วครับ

แต่คราวนี้มันจะทำการ blend โดย

ใช้ค่าHueและSaturationจาก Blend layer

แต่จะพยายาม ใช้ค่า Brightness จาก Base Layer

Blend :H=342 , S=50 , B=92
Base : H=208 , S=71 , B=99

ผลลัพธ์ :H=342 , S=51 , B=90

-Luminosity

คราวนี้มันจะทำการ blend โดย

ใช้ค่าBrightness จาก Blend layer

แต่จะพยายาม ใช้ค่า HueและSaturation จาก Base Layer

Tips:ใช้กำจัดสีแตกๆที่เกิดจากเวลาทำ sharpen filter ได้ด้วยครับ

Blend :H=342 , S=50 , B=92
Base : H=208 , S=71 , B=99

ผลลัพธ์ :H=208 , S=69 , B=100

ตัวอย่างนี้ไม่ตรงนักครับ แต่มันเป็นแบบนี้แหละครับ -_-" ลองพิสูจน์ดูเอาก็ได้ครับ

ส่วน Blending Mode อันอื่นผมขอไม่พูดถึงละกันครับ แค่นี้ก็เยอะแล้วล่ะ...

สำหรับบทนี้ขอพอแค่นี้ก่อนครับ แค่นี้สมองก็คงใกล้จะระเบิดแล้ว...

ไว้ต่อในบทหน้าใน Layer ภาค2 : Adjustment Layer และอื่นๆ


edit @ 2006/09/12 19:34:08
edit @ 2006/09/12 19:57:03
edit @ 2006/09/28 21:24:30
edit @ 2006/12/29 10:09:20

Comment

Comment:

Tweet


Ankara Escort Sitesi;
yetişkin erkekler için escort arama sitesi olarak tasarlanmıştır.
A